บทเรียน HTML5

User Rating: 4 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Inactive
บทที่ 1 HTML5 คืออะไร
   HTML5 คือ ภาษามาร์กอัป ที่ใช้สำหรับเขียน website  ซึ่ง HTML5 นี้เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาต่อมาจากภาษา HTML และพัฒนาขึ้นมาโดย WHATWG (The Web Hypertext Application Technology Working Group) โดยได้มีการปรับเพิ่ม Feature หลายๆอย่างเข้ามาเพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ข้อดีของ HTML5
1.เว็บไซต์ที่สร้างจากภาษา HTML5 สามารถแสดงผลได้กับทุก web browser
2.HTML5 จะช่วยลดการใช้พวกปลั๊กอินพิเศษอย่างพวก Adobe Flash, Microsoft Silverlight, Apache Pivot สนับสนุน วิดีโอ และ องค์ประกอบเสียง รวมทั้ง สื่อมัลติมีเดียต่างๆมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้ Flash
3.มีการจัดการข้อผิดพลาดที่ดีขึ้น
4.สคริปต์ใหม่ ที่จะมาแทนที่สคริปต์เดิม (เขียนโค้ดสั้นลง)
5.HTML5 มีความเป็นอิสระสูง (คล้ายๆ XML )
6.HTML5 ทำงานควบคู่กับ CSS3 ได้ดี ช่วยให้สามารถเพิ่มลูกเล่นต่างๆบนเว็บไซต์ได้สวยงามมากยิ่งขึ้น (CSS คือส่วนแสดงผล ที่นักออกแบบสามารถกำหนดสีสัน ตำแหน่ง ลักษณะเวลานำเมาส์ไปแหย่แล้วมีกระต่ายโผล่ออกมาจากโพรง หรือจับก้อนวัตถุในหน้าเว็บฯ ให้ชิดซ้ายชิดขวา ส่วน CSS3 คือเวอร์ชั่นที่ 3 ของ CSS )
features ใหม่ๆ ของ HTML5
1.Semantic Markup : การเพิ่ม Element ที่ อ่านง่ายมากขึ้น และช่วยให้ เราทำ SEO ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2.Form Enhancements : เพิ่มความสามารถของ Form ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Input type, Attribute หรือ แม้แต่ Element
3. Audio / Video: รองรับการอ่านไฟล์เสียง และ วีดีโอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Embed Code ของ Third Party
4.Canvas : ใช้ในการวาดรูป โดยจำเป็นต้องใช้ Javascriptช่วย
5.ContentEditable : สามารถแก้ไข Content ได้โดยตรงผ่านทางหน้าเว็บ
6.Drag and Drop : ลากวางObject ได้ เพื่อเพิ่มการ ตอบสนองระหว่างระบบกับผู้ใช้
7.Persistent Data Storage : มีการจัดการที่ดีขึ้น โดยเก็บข้อมูลลงบนเครื่องของผู้ใช้


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.microsoft.com
http://www.thaigraph.com
http://www.w3schools.com

User Rating: 3 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar InactiveStar Inactive

บทที่ 2 HTML5 new Elements  
ส่วนประกอบใหม่ๆใน HTML5
   HTML 4.01 ถูกตั้งให้เป็น ภาษาที่ใช้กันโดยทั่วไปใน ปี ค.ศ. 1999 แต่จากตอนนั้นจนมาถึงปัจจุบัน Elements ใน HTML4 บางตัวไม่ได้ถูกใช้งานมากนักตามที่ได้เคยคาดการกันเอาไว้ จนทำให้ตอนนี้ใน HTML5 ได้มีการลบบางส่วนและเพิ่มเติมส่วนใหม่ๆเข้ามา จนในที่สุด ณ ปัจจุบันนี้ HTML5 ได้พยายามทำการเพิ่มเติม Element ในส่วนของ โครงสร้าง ในส่วนของฟอร์ม การจัดการข้อผิดพลาด การวาดรูป และ การใช้งานสือบันเทิงต่างๆให้ดีมากยิ่งขี้น

Semantic/Structural Elements ใหม่ใน HTML5

สร้างมาเพื่อทำให้โครงสร้างดียิ่งขึ้น

<article> Tag ที่อ้างถึงบทความ
<aside> Tag ที่อ้างถึงข้อความที่ถูกเขียนขึ้นและจัดวางไว้ด้านใดด้านหนึ่งของเว็บ สามารถศึกษาวิธี สร้าง Sideder ด้วย เอเลเม็นท์ aside ได้ที่นี่
<bdi> เป็นการแยกส่วนของข้อความ เพราะบางครั้งการใช้ภาษาที่ต่างกัน ทำให้คอมพิวเตอร์สับสนในการจัดลำดับ
<command> จัดการกับปุ่มคำสั่งต่างๆ
<details> ข้อมูลที่สามารถ ซ่อนหรือเรียกดูได้
<summary> ใช้ร่วมกับ <details> element เป็นส่วนหัวที่จะโชว์ข้อความเสมอ
<figure> จัดกลุ่มของข้อมูลในส่วนของ ภาพ ไดอะแกรม สื่อต่างๆ เพื่อให้สื่อเหล่านั้นและข้อความถูกจัดวางไว้ร่วมกัน
<figcaption> คำอธิบาย ของ<figure> element ที่ถูกจัดกลุ่มไว้ด้วยกัน
<footer> Tag ที่อ้างถึงส่วนท้ายหรือล่างสุดของเอกสาร
<header> Tag ที่อ้างถึงส่วนหัวหรือบนสุดของเอกสาร
<hgroup> กลุ่มที่มี <h1> ถึง <h6> ที่สามารถนำมาใช้ได้ในนี้ ถ้าหากว่า ใน heading มีการวางหัวข้อไว้หลายหัวข้อ
<mark> เป็นการไฮไลต์ข้อความ
<meter> ใช้ในการวัด และโชว์ผลลัพธ์แบบแท่ง เช่นความจุต่างๆ ผลการค้นหา แต่ไม่ความใช้ในส่วนของการทำงานประมวลผล
<nav> Tag ที่อ้างส่วนของเมนู
<progress> โชว์การประมวลผลแบบแท่ง
<ruby> ใช้เพิ่มคำอธิบายประกอบ สำหรับตัวอักษรของเอเชียฝั่งตะวันออก
<rt> เพิ่มคำอธิบาย หรือการออกเสียงสำหรับตัวอักษรของเอเชียฝั่งตะวันออก
<rp> ใช้เพื่อ โชว์ในเบราเซอร์ที่ไม่ซัพพอร์ท ruby Tag
<section> Tag ที่อ้างส่วนต่างๆของเอกสาร
<time> อ้างถึง การเขียนวันที่หรือเวลา
<wbr> เป็นการจัดการกับการตัวอักษรในส่วนของการขึ้นบรรทัดใหม่


Media Elements ใหม่ใน HTML5
สร้างมาเพื่อการใช้สื่อมัลติมีเดียต่างๆในเว็บ

<audio> เพิ่มเสียงเข้ามาในเว็บของคุณ
<video> เพิ่มวีดีโอเข้ามาในเว็บของคุณ
<source> เพิ่มสื่อได้หลายตัวเข้ามาในเว็บของคุณโดยใช้ได้กัย <video> และ <audio>
<embed> สำหรับจัดวาง สื่อที่นำมากจากภายนอก หรือ Plug-in ด้วย
<track> ใช้สำหรับการลำดับ ของ <video> และ <audio>


แท็ก <canvas>

<canvas> สำหรับ การเขียนภาพกราฟฟิค โดยใช้ สคริปเข้ามาจัดการและส่วนใหญ่จะใช้ JavaScript


Form Elements ใหม่ใน HTML5
เพื่อเพิ่มประสิทธิภารและความสามารถในการทำงานที่หลากหลายขึ้น

<datalist> โชว์รายการที่เราได้กำหนดไว้ เวลาที่ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลลงมา
<keygen> เป็นการสร้างความปลอดภัย โดยทำการส่าง private key เก็บไว้ และ ส่ง public key ไปที่ เซอร์เวอร์
<output> โชว์ผลการคำนวนทางคณิตศาสตร์



ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com

User Rating: 3 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar InactiveStar Inactive
บทที่ 3 HTML5 Canvas
   Canvas  คือ Tag ตัวหนึ่งใน HTML5 ซึ่งเป็นคำสั่งใช้ในการสร้างงานกราฟฟิก จะมี Tag สั้นๆ จำง่ายๆ ก็คือ <canvas></canvas>
ข้อดีของ แท็ก Canvas
    ช่วยเปลี่ยนลูกเล่นการแสดงผลของเว็บเพจไปอีกมากเดิมที HTML เป็นการวาดออบเจคต์ (เช่น ข้อความ รูป กล่องข้อความ ฯลฯ) ขึ้นมาเป็นหน้าจอ และสามารถตกแต่งออบเจคต์แต่ละตัวได้ในระดับหนึ่งผ่าน CSS (เช่น ใส่สีพื้น วาดเส้นขอบ ทำมุมโค้ง) แต่ในภาพรวม HTML ยังไม่สามารถแสดงกราฟิกแบบราสเตอร์ (raster) ได้ด้วยตัวมันเอง ต้องทำภาพมาแปะอีกทอดหนึ่ง แท็ก canvas ที่ถูกเพิ่มเข้ามาช่วยให้เราสามารถ "วาดภาพ" ลงบนเว็บเพจได้โดยตรง โดยขอบเขตของภาพที่วาดก็จะอยู่ในออบเจคต์ชื่อ canvas นั่นเอง
   ลักษณะของ canvas แตกต่างจากภาพชนิดอื่นๆ คือ มันไม่ได้จะแสดงได้เป็นภาพนิ่งเท่านั้น แต่มันสามารถเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย และก็ไม่ได้เกิดจากการเรียกไฟล์ภาพขึ้นมาแสดงตรงๆ แต่เป็นการสั่งโดย javascript ทุกๆเส้นหรือทุกๆจุด และทุกๆการเคลื่อนไหวที่เกิดภายใต้ <canvas> เกิดจากการสั่งงานโดย javascript ทั้งสิ้น แล้วนำเข้ามาโชว์ด้วยการเรียกผ่าน id ของ <canvas> เข้าไป

1.การสร้างกรอบสี่เหลี่ยม
<canvas id="myCanvas" width="200" height="100" style="border:5px solid pink;">
</canvas>

ตัวอย่างที่ 1 การสร้างกรอบสี่เหลี่ยม
<html>
<body>

<canvas id="ExCanvas" width="200" height="100"
style="border:5px solid pink;">
Your browser does not support the canvas element.
</canvas>

</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ

   จาก HTML ด้านบน เป็นการเรียกให้ canvas id=ExCanvas มาแสดง โดยกำหนดพื้นที่ในการแสดงกว้าง 200 px และสูง 100 px มีกรอบล้อมรอบสีชมพูหนา 5 px
ในกรณีที่ browser ที่ใช้ไม่ support <canvas> จะขึ้นข้อความ Your browser does not support the canvas element

2.การสร้างรูปสี่เหลี่ยม
<script>
  ctx.rect(x, y, width, height);
</script>
จากดครงสร้างด้านบน 
   ใช้ rect() ในการสร้างรูปสี่เหลี่ยม และวางตำแหน่งรูปที่จุด x,y  โดยให้รูปขนาด กว้างและยาว เป็น width , height

ตัวอย่างที่ 2 การสร้างรูปสี่เหลี่ยม
<html>
<html>
<body>

<canvas id="myCanvas" width="200" height="100"
style="border:5px solid pink;">
Your browser does not support the canvas element.
</canvas>

<script>
var c=document.getElementById("myCanvas");
var ctx=c.getContext("2d");
ctx.fillStyle="red";
ctx.fillRect(0,0,150,75);
</script>

</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ
  
    จากตัวอย่างที่ 2 จะเห็นว่าชุดคำสั่ง JavaScript ชุดนี้ได้เข้าถึง Element ที่ ID ที่ชื่อว่า myCanvas นั้นเอง สังเกตได้จากบรรทัด
var c=document.getElementById("myCanvas");  (myCanvas ในที่นี้คือตัวกรอบสีชมพูที่เราสร้างไว้ก่อนแล้ว)
   จากนั้นเมื่อหา Element ดังกล่าวเจอก็จะทำการสร้าง context object ขึ้นมา
var cxt=c.getContext("2d");  คำสั่งบรรทัดนี้ ตรง getContext(?2d?) เป็น built-in object ที่มาพร้อมกับ HTML5 ซึ่งจะประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ เช่น คำสั่งวาดเส้นตรง วงกลม รูปสี่เหลี่ม ตัวหนังสือ รูปภาพ หรืออื่นๆ

    ต่อมาก็เป็นการสร้างรูปสี่เหลี่ยมพื่นภาพสีแดงขึ้นมา
fillStyle นั้นเป้นการกำหนดสีแดงลงไป ส่วน fillRect เป็นการกำหนด รูปร่าง ตำแหน่ง แล้วก็ขนาดของวัตถุ

cxt.fillStyle="red";
cxt.fillRect(0,0,150,75);
    
    ในที่นี้ cxt.fillRect(0,0,150,75); นี่หมายถึง รูปอยู่ที่จุด (x,y)=(0,0)  และมีขนาดกว้าง 150 px ,  ยาว 75 px
***(cxt. หรือ context.  เป็นชุดคั่งสั่งของ JavaScript)

3.การสร้างเส้นตรง
<script>
  ctx.beginPath();
  cntx.moveTo(x,y);
  cntx.lineTo(x,y);
  cntx.stroke();
  ctx.closePath();
</script>

ตัวอย่างที่ 3 การสร้างเส้นตรง
<html>
<body>

<canvas id="myCanvas" width="200" height="100"
style="border:5px solid pink;">
Your browser does not support the canvas element.
</canvas>

<script>
var c=document.getElementById("myCanvas");
var ctx=c.getContext("2d");
ctx.beginPath();
ctx.moveTo(0,0);
ctx.lineTo(200,100);
ctx.stroke();
ctx.closePath();
</script>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ


4.การสร้างวงกลม
<script>
  cntx.arc(x, y, radius, 0 , 2 * Math.PI, false);
</script>

ตัวอย่างที่ 4 การสร้างรูปวงกลม
<html>
<body>

<canvas id="myCanvas" width="200" height="100"
style="border:5px solid pink;">
Your browser does not support the canvas element.
</canvas>

<script>
var c=document.getElementById("myCanvas");
var ctx=c.getContext("2d");
ctx.beginPath();
ctx.arc(95,50,40,0,2*Math.PI);
ctx.stroke();
</script>

</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้คือ


5.การใส่ต้วอักษร

<script>
  cntx.font = 'italic 40px Calibri';
  cntx.fillText(str, x, y);
</script>
จากโครงสร้างด้านบน
   ใช้ font() ในการสร้าง ตัวอักษร  ในตัวอย่างนี้เป็นอักษรแบบ italic (สามารถเลือกเปลี่ยนเป็น bold หรือ normal ก็ได้) ขนาด 40 px
ใช้แบบอักษร เป็น  Calibri
ลักษณะเป็นแบบ fillText (สามารถเลือกเปลี่ยนเป็น strokeText คือ แบบที่มีเฉพาะเส้นขอบ ก็ได้) โดยอักษรอยู่ที่พิกัด x,y

ตัวอย่างที่ 5 การใส่ตัวอักษร
<html>
<body>

<canvas id="myCanvas" width="200" height="100"
style="border:5px solid pink;">
Your browser does not support the canvas element.
</canvas>

<script>

var c=document.getElementById("myCanvas");
var ctx=c.getContext("2d");
ctx.font="30px Arial";
ctx.fillText("Hello Nerd",10,50);

</script>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ


 ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com

User Rating: 2 / 5

Star ActiveStar ActiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
บทที่ 4 HTML5 SVG 
    SVG คือแท็กที่ใช้สำหรับการวาดกราฟิกแบบเวกเตอร์ SVG ย่อมาจาก scalable Vector Graphic เป็นภาษาที่สามารถประมวลผลข้อมูลแบบ Graphic 2 มิติ
ความต่างที่สำคัญของ SVG กับ canvas คือ
1.SVG ได้ผลลัพธ์เป็นเวกเตอร์ ส่วน canvas ได้ผลลัพธ์เป็นราสเตอร์ (ภายในกรอบวัตถุ canvas)
2.SVG สั่งวาดด้วยแท็กแบบ markup (ซับเซ็ตของ XML) ส่วน canvas สั่งวาดด้วย JavaScript
ข้อดีของ SVG
1.สามารถย่อ-ขยายภาพ โดยที่ภาพยังคงความคมชัด
ข้อเสียของ SVG
2.ยังไม่รองรับในบาง Web Browser
ตัวอย่าง
<html>
<body>

<svg xmlns="http://www.w3.org/2000/svg" version="1.1">
  <circle cx="100" cy="50" r="40" stroke="black" stroke-width="2" fill="red" />
</svg>
 
</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

นี่เป็นตัวอย่างไฟล์ SVG แบบง่ายๆ ซึ่งจะแสดงผลออกมาเป็นวงกลม โดยมีรายละเอียดต่างๆ ตาม XML data ที่เราใส่เข้าไปดังนี้ครับ
1.cx, cy คือ พิกัด x, y ของจุดศูนย์กลางของวงกลม หากไม่ใส่ จะมีค่าเป็น 0
2.r คือ รัศมีของวงกลม
3.stroke คือ สีของเส้นขอบ
4.stroke-width คือ ความหนาของเส้นขอบ
5.fill คือ สีของกราฟฟิกที่สร้างขึ้น
  
   นอกจากนี้ SVG ยังสามารถสร้างรูปทรง (shape) ต่างๆ ได้มากมาย เช่น
1.Rectangle <rect>
2.Circle <circle>
3.Ellipse <ellipse>
4.Line <line>
5.Polyline <polyline>
6.Polygon <polygon>
7.Path <path>

   ซึ่งแต่ละ shape ก็จะมี attribute ต่างๆ มาให้เรากำหนดค่า เพื่อให้แสดงผลออกมาตามต้องการ


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com

User Rating: 2 / 5

Star ActiveStar ActiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
บทที่ 5  drag and drop
   drag and drop คือการคลิกที่วัตถุค้างเอาไว้ แล้วลากไปวางยังพื้นที่ ที่ต้องการ โดยการลากไปวางนั้นวัตถุจะเคลื่อนที่ตามเคอร์เซอร์เมาส์ไปด้วย จนกว่าเราจะปล่อยมือจากการคลิกเมาส์ วัตถูก็จะมาอยู่ที่ตำแหน่งใหม่ ซึ่งการ drag and drop จะช่วยให้เราสามารถย้ายวัตถุได้อย่างอิสระตามต้องการ
ตัวอย่าง<html>
<head>
<style type="text/css">
#div1 {width:350px;height:200px;padding:10px;border:1px solid #aaaaaa;}
</style>
<script>
function allowDrop(ev)
{ev.preventDefault();}

function drag(ev)
{ev.dataTransfer.setData("Text",ev.target.id);}

function drop(ev)
{ev.preventDefault();
var data=ev.dataTransfer.getData("Text");
ev.target.appendChild(document.getElementById(data));}
</script>
</head>
<body>

<p>Drag the Koala image into the rectangle:</p>

<div id="div1" ondrop="drop(event)" ondragover="allowDrop(event)"></div>
<br>
<img id="drag1" src="http://images.temppic.com/20-10-2012
/images_vertis/1350706157_0.24874200.jpg" draggable="true" ondragstart="drag(event)" width="300" height="180">

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

จากตัวอย่าง
1. เราสามารถลากภาพโคอาล่า ไปใส่ในกรอบสี่เหลี่ยมได้ ด้วยแท็กนี้
และหากเราต้องการล๊อกภาพให้อยู่กับที่ไม่ให้ย้ายไปย้ายมาได้ ก้ให้เปลี่ยนจากคำว่า true เป็น false
<img draggable="true">
2.แท็กใส่รูปภาพ ที่ต้องการให้ลากได้
<img id="drag1" src="/ ใส่ URL ของภาพ "
3.ตรงนี้จะเป็น การสร้างกรอบสำหรับวางภาพ ในตัวอย่างนี้ ยาว 350 พิกเซล และ กว้าง 200 พิกเซล มีเส้นกรอบหนา 1 พิกเซล
และมีคำว่า  function allowDrop(ev)  ซึ่งหมายถึงยอมให้ภาพสามารถวางที่จุดนี้ได้
<style type="text/css">
#div1 {width:350px;height:200px;padding:10px;border:1px solid #aaaaaa;}
</style>
<script>
function allowDrop(ev)

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com

User Rating: 4 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Inactive
บทที่ 6 HTML5 video
   การใส่วีดีโอในเว็บไซต์ที่สร้างจากภาษา HTML5 นั้น ไม่จำเป็นต้องพึ่ง Adobe Flash และ plugin ใดๆ เพราะใน HTML5 สามารถใช้แท็ก <video> ได้ และไม่ต้อง embed โค้ดยาว ๆ แค่ใส่แท็ก HTML5 สั้น ๆ ไปก็เรียบร้อย

   ตอนนี้ web browserจะใช้ได้กับวีดีโออยู่ video 3 format ดังข้อมูลในตารางด้านล่าง ซึ่งในแต่ละ web browser จะรองรับ Video Format ไม่เหมือนกัน
BrowserMP4WebMOgg
Internet Explorer 9สนับสนุน
ไม่สนับสนุนไม่สนับสนุน
Firefox 4.0ไม่สนับสนุนสนับสนุนสนับสนุน
Google Chrome 6สนับสนุนสนับสนุนสนับสนุน
Apple Safari 5สนับสนุนไม่สนับสนุนไม่สนับสนุน
Opera 10.6ไม่สนับสนุนสนับสนุนสนับสนุน

โครงสร้างแท็ก ในการใส่วีดีโอ
<video width="320" height="240" controls="controls">
 <source src="/movie.ogg" type="video/ogg" />
 <source src="/movie.mp4" type="video/mp4" />
 <source src="/movie.webm" type="video/webm" />
 Your browser does not support the video tag.
 </video>

โดยแต่ละ Attribute จาก HTML ด้านบน มีความหมายดังนี้

1.control คือปุ่ม control การเล่นวิดีโอ เช่น ปุ่ม play, pause ฯลฯ
2.ข้อความ ?Your browser does not support the video tag.? จะแสดงผลในกรณีที่ Browser ของ user ไม่ support <video> (ตอนนี้ Browser หลายๆ Browser ยังไม่ support Element นี้) เพราะฉะนั้น ถ้า Browser ไหนไม่ support มันก็จะไม่เห็นเป็นไฟล์วิดีโอ แต่ขึ้นข้อความบอกให้ user รู้แทน ว่า browser ของคุณไม่ support นะ
3.จาก HTML ด้านบน จะเห็นว่ามีการเรียก Video format มาตั้ง 3 format เนื่องจากต้องการให้ครอบคลุมทุกๆ browser เพราะแต่ละบราวเซอร์จะ support video format ไม่เหมือนกัน (ดังข้อมูลในตาราง) ดังนั้น ถ้าอยากจะให้มัน support ทั้งหมด ก็ใส่มันเรียงเข้าไปเลย บราวเซอร์ไหน support อะไรก็จะทำการดึงขึ้นมาแสดงเอง

ตัวอย่าง

<html>
<body>

<video width="320" height="240" controls="controls">
  <source src="/movie.mp4" type="video/mp4"><source src="/movie.ogg" type="video/ogg">Your browser does not support the video tag.
</video>

</body>
</html>

ผลลัพธ์คือ


   นอกจากนี้ ยังมี attribute อีกหลายๆตัว เพื่อเพิ่มลูกเล่น และความสะดวกสบายให้กับ Element นี้ด้วย ดังตาราง

Attributeค่าที่สามารถเรียกใช้งานได้คำอธิบาย
autoplayautoplayสั่งให้มันเล่นเลยรึเปล่า เมื่อโหลดเพจเสร็จ ถ้าสั่งเป็น autoplay ก็คือ หลังจากโหลดหน้าเว็บขึ้นมาเสร็จแล้ว มันก็จะเล่นไฟล์วิดีโอเองเลย แต่ถ้าไม่สั่ง user ต้องคลิกปุ่ม ?Play? ถึงจะเล่น
controlscontrolsถ้าสั่ง attribute นี้ จะมีแผงปุ่มต่างๆเพื่อควบคุมการเล่นไฟล์วิดีโอขึ้นมาให้กด
heightpixelsกำหนดความสูงของวิดีโอ (ควรใส่ทุกครั้ง)
looploopกำหนดให้ไฟล์วิดีโอเล่นอีกครั้ง หลังมันเล่นจบ แล้วจะวนไปเรื่อยๆ
posterurlใส่รูป เหมือนเป็น video preview ก่อนที่มันจะเล่นไฟล์วิดีโอ
srcurlURL ของไฟล์วิดีโอ
widthpixelsกำหนดความกว้างให้ video (ควรใส่ทุกครั้ง)

User Rating: 3 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar InactiveStar Inactive
บทที่ 7 HTML5 audio
   ในการแทรกไฟล์เสียงลงบนเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา HTML5 สามารถทำได้โดยใช้เเท็ก <audio>
วิธีการแทรกไฟล์เสียงด้วยแท้ก <audio> ทำได้ดังนี้
1. กำหนด Attributes controls=controls ช่วยกำหนดขนาดของ control ได้อีกด้วย โดยการกำหนด สูงและกว้างไป
<audio controls="controls" height="50px" width="100px">
</audio>2. source หรือที่อยู่ของไฟล์เสียง
<source src="/ไฟล์เสียงที่ต้องการใช้ในหน้าเว็บ" type="audio/mpeg" />
3.ต่อด้วย แท็ก พร้อมกับกำหนด ความกว้างและความสูง พร้อมกับกำหนด ที่อยู่ของไฟล์เสียง
<embed height="50px" width="100px" src="/SpotGamingGear.mp3" /><br />

ตัวอย่าง
<html>
<body>

<audio controls="controls">
  <source src="/horse.ogg" type="audio/ogg">
  <source src="/horse.mp3" type="audio/mp3">
  Your browser does not support the audio element.
</audio>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com

User Rating: 3 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar InactiveStar Inactive
บทที่ 8  New Input Types ตอนที่ 1
   New Input Types คือตัวลือกใหม่ที่ถูกเพิ่มใน HTML5 เพื่อให้เว็บไซต์ที่สร้างด้วย HTML5 สามารถปรับแต่งฟอร์มได้หลากหลายมากขึ้น โดยแท็กที่ใช้คือแท็ก <input>  ซึ่งหลายๆ Attribute นั้น มีประโยชน์และประหยัดเวลาในการทำเว็บไซด์อย่างมากเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น
1.Input Type: color
ใส่ค่าสี โดยค่าที่ใส่ อาจใช้เป็นรหัสสี หรือ ชื่อสีก็ได้ บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Select your favorite color: <input type="color" name="favcolor"><br>
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

2.Input Type: date
ใส่วันที่ โดยค่าที่ใส่จะเป็นตัวเลข เช่น ปี เดือน วัน (2012-03-07)  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Birthday: <input type="date" name="bday">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

3.Input Type: datetime
ใส่วันที่และเวลา โดยค่าที่ใส่จะเป็น เช่น ปี เดือน วัน : เวลา(2012-06-22 T12:00) บราวเซอร์ที่สนับสนุน opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Birthday (date and time): <input type="datetime" name="bdaytime">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

4.Input Type: email
ใส่อีเมล บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,firefox
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  E-mail: <input type="email" name="usremail"><br>
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

5.Input Type: month
ใส่เดือนและปี  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Birthday (month and year): <input type="month" name="bdaymonth">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ


อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8 HTML5 New Input Types ตัวลือกใหม่สำหรับการปรับแต่งฟอร์มใน HTML5 ปรับแต่งฟอร์มได้หลากหลายมากขึ้น ตอนที่ 2

User Rating: 4 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Inactive
บทที่ 8  New Input Types ตอนที่ 2
6.Input Type: number
สร้างกล่องให้ใส่เลข บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Quantity (between 1 and 5): <input type="number" name="quantity" min="1" max="5">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

7.Input Type: range
สร้างช่องใส่ตัวเลข โดยจำกำหนดค่า ตัวเลขตำสุดคือ min และค่าตัวเลขสูงสุดคือ max  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp" method="get">
Points: <input type="range" name="points" min="1" max="10">
<input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

8.Input Type: search
สร้างช่องค้นหา  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Search Google: <input type="search" name="googlesearch"><br>
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

9.Input Type: tel
ใส่เบอร์โทร
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Telephone: <input type="tel" name="usrtel"><br>
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

10.Input Type: time
สร้างช่องกรอกเวลา บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Select a time: <input type="time" name="usr_time">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

11.Input Type: url
สร้างช่องใส่ URL โดยจะเติม http:// ด้านหน้าเช่น http://www.mindphp.com  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,firefox
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Add your homepage: <input type="url" name="homepage"><br>
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ

12.Input Type: week
ปฏิทินสำหรับใส่ สัปดาห์ เช่น สัปดาห์ที่ของปี (2009-W16)  บราวเซอร์ที่สนับสนุน google chome ,opera,safari
<html>
<body>

<form action="demo_form.asp">
  Select a week: <input type="week" name="year_week">
  <input type="submit">
</form>

</body>
</html>
ผลลัพธ์คือ


อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8 HTML5 New Input Types ตัวลือกใหม่สำหรับการปรับแต่งฟอร์มใน HTML5 ปรับแต่งฟอร์มได้หลากหลายมากขึ้น ตอนที่ 1

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.w3schools.com